
การฝึกคิดเชิงระบบ
เกริ่นนำ
ธรรมชาติได้สร้างมนุษย์ให้มีความพิเศษเหนือสัตว์อื่นประการหนึ่งคือ การพัฒนาความคิดตั้งแต่เริ่มเกิดจนถึงเริ่มแก่ มีการจดจำจากสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้อ่าน ฝึกคิดและพัฒนาความคิดจากความคิดที่กระจัดกระจายให้เป็นความคิดที่เป็นระบบระเบียบมากขึ้น ประโยชน์ของการฝึกคิดให้เป็นระบบช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการความคิดทั้งหมดในสมอง กระทำตามที่คิดและนำเสนอความคิดอย่างเป็นระบบทำให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายตามประเด็นของความคิดที่เป็นระบบดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งความคิดที่เป็นระบบจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักพัฒนาและวิทยากรกระบวนการที่ต้องทำหน้าที่ในการบริหารจัดการความคิดของตนเองและความของคนอื่น ช่วยให้ทุกคนเห็นภาพของสิ่งที่คิดและนำเสนอได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
เรื่องเล่า
จากประสบการณ์ของผู้เขียนเองทั้งการเรียน การทำงานและการจัดการกับชีวิตของตนเอง ตลอดจนการทำหน้าที่วิทยากร ปัญหาสำคัญคือการบริหารจัดการความคิดของตนเองให้เป็นระบบ เนื่องจากการจัดการไม่ดีพอ การเรียนจะจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าอะไรคือขอบเขตที่แท้จริงของเนื้อหาในหลักสูตร การทำงานมีปัญหาเพราะไม่รู้ว่างานอะไรสำคัญก่อนหลัง ควรทำอะไรก่อนดีและจะนำเสนอแนวคิดต่อผู้เกี่ยวข้องให้เข้าใจอย่างที่เราต้องการจะสื่อให้ชัดเจนได้อย่าง การจัดการกับชีวิตก็มีปัญหา ไม่รู้ว่าควรทำเรื่องใดก่อน มีกี่ทางเลือกในทางปฏิบัติ จะวางแผนชีวิตอย่างไรให้เป็นขั้นตอนสู่ความสำเร็จ และที่สำคัญประการสุดท้ายคือการทำหน้าที่วิทยากรกระบวนการในการฝึกอบรม ปัญหาคือทำอย่างไรให้เข้าใจอย่างที่เราเข้าใจ เห็นภาพรวมอย่างที่เราต้องการให้เห็น ทางออกของปัญหาดังกล่าวทั้งหมดจึงมาลงเอยที่การจัดการกับความคิดของตนเองให้เป็นระบบ รู้ว่าอะไรคือแก่น อะไรคือเปลือกหรือกะพี้และมันมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไร เมื่อได้ภาพรวมของความคิดที่เป็นระบบเหมือนกับการวางระบบการบริหารจัดการองค์การ ทำให้เราดำเนินการตามผังระบบความคิดได้ง่ายมากขึ้น
ขุมความรู้
การฝึกคิดเชิงระบบ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้.-
๑. การสำรองข้อมูล นักคิดที่ดีเริ่มต้นจากการเป็นนักอ่านที่ดี เพื่อสำรองหรือ Stockข้อมูลไว้เป็นองค์ความรู้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้เมื่อต้องการให้มากที่สุด จำแนกองค์ความรู้จากการอ่านไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อนำมาใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละเรื่องที่ต้องการ
๒. การจับประเด็นหลัก (Key Word) นักคิดเชิงระบบต้องมองทุกอย่างเฉพาะประเด็นหลัก ส่วนประเด็นรองหรือเรื่องขยายความนั้นใช้ประกอบเมื่อต้องการเท่านั้น นักคิดจึงต้องฝึกการจับประเด็นหลัก ให้รู้ว่าอะไรคือเรื่องหลัก เรื่องรอง เรื่องขยายและเรื่องบางเรื่องเป็นเพียงส่วนประกอบหรือขยะความคิด
๓. การเชื่อมประเด็นทั้งหมด ทั้งประเด็นหลัก ประเด็นรอง นักคิดเชิงระบบต้องเห็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์ของทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาจทำเป็นลักษณะแผนที่ความคิดหรือ Mind Mapping การทำผังความคิดแบบเชื่อมโยงหรืออื่น ๆ ตามที่ตนเองถนัด เพื่อให้จดจำง่าย และเห็นภาพความสัมพันธ์ของทุกประเด็นความคิดในเรื่องเดียวกัน
๔. การทำนายอนาคต นักคิดเชิงระบบเมื่อมีพัฒนาการมากขึ้น สามารถนำแผนที่ความคิด องค์ความรู้ที่มีการสำรองข้อมูลไว้ รวมทั้งการพิจารณาปัจจัยแวดล้อมหรือบริบทของสิ่งเหล่านั้นนำมาใช้ในการทำนายอนาคตว่า หากทำสิ่งนั้นลงไปจะพบกับปัญหา อุปสรรคหรือความสำเร็จ ล้มเหลวอย่างไร เพราะปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง เพื่อสามารถบริหารความเสี่ยงหรือจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อพึงระวัง
การฝึกจับประเด็นหลัก ควรฝึกอย่างมีสมาธิและตัดความรู้สึกส่วนตัวทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ชอบ ไม่ชอบ รัก โกรธ ออกก่อนเนื่องจากจะทำให้ประเด็นหลักที่รวบรวมไว้ในความคิดนั้นมีความเห็นส่วนตัวไปเจือปนอยู่ด้วย
แก่นความรู้
สิ่งที่นักคิดต้องฝึกหัดเพื่อเป็นนักคิดเชิงระบบ ประกอบด้วย.-
๑. ฝึกการเป็นนักอ่าน
๒. ฝึกการจับประเด็น
๓. ฝึกการเชื่อมโยงประเด็น
๔. ฝึกการทำนายอนาคต
๕. พัฒนาความคิดอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับความคิดเชิงระบบให้มีความซับซ้อนมากขึ้น
ความรู้ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
๑. ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่
๒. การจัดทำแผนที่ความคิด
๓. ความคิดเชิงกระบวนระบบ
..............................
เจ้าของความรู้
นายวุฒิสุธี วรเจริญ
นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น