การจัดการความรู้ เรื่อง การทำหน้าที่วิทยากร
เกริ่นนำ
การทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมในอดีตหรือนักทรัพยากรบุคคลในปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่เป็นภารกิจสำคัญคือ “การทำหน้าที่วิทยากร” ทั้งที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในโครงการฝึกอบรมของหน่วยงาน หรือได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรของหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ปัญหาที่ตามมาคือจะบรรยายอะไร ให้ใครฟัง เวลาเท่าไร ใช้สื่ออุปกรณ์อะไรบ้าง ทำอย่างไรให้ผู้ฟังเข้าใจ สถานที่อบรมมีอะไรบ้าง ฯลฯ อื่นๆ อีกหลายประการที่เป็นข้อกังวลใจสำหรับวิทยากรทุกท่านทั้งที่เป็นมือใหม่หัดขับหรือมืออาชีพก็ตาม
เรื่องเล่า
ผู้เขียนได้มีโอกาสมาทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมที่ศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพัฒนาชุมชนเขตที่ ๑ เมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่แล้ว งานแรกที่ได้รับมอบหมายคือจัดเตรียมเอกสารให้ ผู้เข้ารับการอบรม เป็นวิทยากรประจำกลุ่มย่อย เป็นพิธีกรและงานอื่น ๆ เกือบทุกงานยกเว้น “เป็นวิทยากรประจำวิชา” ใช้เวลาเรียนรู้งานและครูพักลักจำจากวิทยากรมืออาชีพรุ่นพี่ รุ่นพ่อทั้งในและนอกหน่วยงานมาพอสมควร ก่อนนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบุคลิกภาพตัวเองเมื่อมีโอกาสทำหน้าที่วิทยากรประจำวิชา สิ่งหนึ่งที่ค้นพบคือวิทยากรบางคนมักใช้วิธี “จำมาบอก” เพื่อให้คนฟัง “จำได้” มากเท่ากับจำนวนเนื้อหาที่วิทยากรจำมา วิธีการส่วนใหญ่คือนำเสนอด้วยแผ่นใสประกอบคำบรรยายในสมัยก่อน ซึ่งปรับมาใช้การนำเสนอด้วย Powerpoint ในปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้ คนฟัง “จำได้แต่ไม่เข้าใจ” หลังจากเห็นคนอื่นทำมามาก จึงกลับมาพิจารณาว่า ทำอย่างไรให้คนฟัง “เข้าใจ” หรือเห็นภาพเดียวกับที่เราเห็นในเนื้อหาทั้งหมดที่บรรยาย จึงสรุปเป็นบทเรียนสำหรับการเป็นวิทยากร ดังนี้
ขุมความรู้
๑. วิทยากรต้องศึกษาเนื้อหาทุกประเด็นที่จะบรรยายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้จนเห็นเป็นภาพรวมของเนื้อหาได้อย่างชัดเจนหรือที่เรียกง่ายๆว่า ย่อยความรู้
๒. นำภาพรวมหรือการย่อยความรู้มาสร้างเป็นผังความรู้เพื่อการนำเสนอให้เข้าใจง่าย โดยหวังว่าเมื่อฟังจบแล้ว ผู้ฟังจะเห็นภาพเดียวกับเราหรือใกล้เคียงกับภาพของเรา คือการเข้าใจ หรือเข้าไปในใจ มิใช่การจำได้
๓. เตรียมความพร้อมก่อนบรรยาย โดยศึกษาหาข้อมูลให้ชัดเจนเกี่ยวกับการบรรยาย เช่นผู้เข้าฟังคือใคร อายุ เพศ ระดับการศึกษา สถานที่ โสตทัศนูปกรณ์ตลอดจนสื่ออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการอบรม ระยะเวลาและช่วงเวลาที่บรรยาย ใกล้เวลาเลิกในแต่ละวันหรือใกล้พักเที่ยง หรือเป็นวิชาสุดท้ายของการอบรมก่อนทำพิธีปิดการอบรม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่วิกฤติและต้องเตรียมให้พร้อมมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือต้องศึกษาภาพรวมของหลักสูตรว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร วิชาที่บรรยายเป็นภาพย่อยของภาพรวมหลักสูตรมีวัตถุประสงค์รายวิชาอย่างไร มีระยะเวลาให้บรรยายมากน้อยเพียงใด ต้องปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับเวลาและวัตถุประสงค์รายวิชา/หลักสูตร ไม่ควรอ้างว่าวิชานี้เนื้อหามาก ให้เวลาเท่านี้คงบรรยายได้ไม่หมด เพราะเมื่อรับหน้าที่วิทยากรแล้ว แสดงว่าเรายอมรับกติกาว่าต้องบรรยายให้บรรลุวัตถุประสงค์ภายในเวลาที่มี เตรียมวิธีการนำเสนอ วิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ เช่น แบ่งกลุ่ม เล่นเกม กรณีศึกษา บทบาทสมมุติ หรืออื่นๆ ตามความเหมาะสมของเนื้อหาและเวลา รวมทั้งการเตรียมตัวเรื่องบุคลิกภาพ การแต่งกายให้เหมาะสมกับสถานที่และกลุ่มผู้เข้าอบรม เป็นต้น
๔. ระหว่างการบรรยายให้นำเสนอตามลำดับขั้นตอนและเนื้อหาที่เตรียมมา มีการประเมินการตอบสนองของผู้ฟังเป็นระยะและปรับวิธีการโดยคงรักษาวัตถุประสงค์ไว้ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และประโยชน์ที่จะเกิดแก่ผู้ฟังมากที่สุด ไม่ใช่เตรียมมาอย่างไรต้องทำตามนั้นทั้งหมด ถึงแม้ว่าผู้ฟังเริ่มเบื่อหรือเริ่มลุกจากห้องบรรยายทั้ง ๆ ที่ยังไม่หมดเวลาก็ตาม นอกจากนี้ มีเทคนิคง่าย ๆ ที่ใช้ได้ผลคือ ก่อนการบรรยายหรือระหว่างพักรับประทานอาหารว่าง/อาหารกลางวัน วิทยากรควรพบปะพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับผู้เข้าอบรมและช่วยลดช่องว่างหรือการประหม่าของวิทยากรเองด้วย
๕. เมื่อเสร็จสิ้นการบรรยาย ควรเปิดโอกาสให้ซักถามหรือสะท้อนความคิดเห็นของผู้เข้าอบรม รวมทั้งเก็บข้อเสนอแนะจากแบบประเมินการอบรมมาปรับปรุงการทำหน้าที่วิทยากรครั้งต่อไป
แก่นความรู้
การทำหน้าที่วิทยากรต้องคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้.-
๑. ภาพรวมของหลักสูตร องค์ประกอบและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร
๒. ภาพย่อยวิชาที่บรรยายเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ของหลักสูตรและวัตถุประสงค์รายวิชา
๓. บริหารจัดการเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์รายวิชา/หลักสูตร กลุ่มผู้ฟัง สถานที่ ระยะเวลาและสถานการณ์เฉพาะหน้า
๔. มุ่งหวังให้ผู้ฟัง “เข้าใจ” เห็นภาพเดียวกับภาพของวิทยากร มากกว่าทำให้จำได้มากที่สุด
๕. ให้เทคนิควิธีการที่เหมาะสม ควรเน้นการเล่าเรื่องมากกว่าการสร้างบรรยากาศของการบรรยายให้ตั้งใจฟัง
ความรู้ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
๑. เทคนิคการเป็นวิทยากร/เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม
๒. เทคนิคการนำเสนอ
๓. การประเมินผลการอบรมและการทำหน้าที่วิทยากร
...............................................
เจ้าของความรู้ นายวุฒิสุธี วรเจริญนักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรี
การทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมในอดีตหรือนักทรัพยากรบุคคลในปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่เป็นภารกิจสำคัญคือ “การทำหน้าที่วิทยากร” ทั้งที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในโครงการฝึกอบรมของหน่วยงาน หรือได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรของหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ปัญหาที่ตามมาคือจะบรรยายอะไร ให้ใครฟัง เวลาเท่าไร ใช้สื่ออุปกรณ์อะไรบ้าง ทำอย่างไรให้ผู้ฟังเข้าใจ สถานที่อบรมมีอะไรบ้าง ฯลฯ อื่นๆ อีกหลายประการที่เป็นข้อกังวลใจสำหรับวิทยากรทุกท่านทั้งที่เป็นมือใหม่หัดขับหรือมืออาชีพก็ตาม
เรื่องเล่า
ผู้เขียนได้มีโอกาสมาทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมที่ศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพัฒนาชุมชนเขตที่ ๑ เมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่แล้ว งานแรกที่ได้รับมอบหมายคือจัดเตรียมเอกสารให้ ผู้เข้ารับการอบรม เป็นวิทยากรประจำกลุ่มย่อย เป็นพิธีกรและงานอื่น ๆ เกือบทุกงานยกเว้น “เป็นวิทยากรประจำวิชา” ใช้เวลาเรียนรู้งานและครูพักลักจำจากวิทยากรมืออาชีพรุ่นพี่ รุ่นพ่อทั้งในและนอกหน่วยงานมาพอสมควร ก่อนนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบุคลิกภาพตัวเองเมื่อมีโอกาสทำหน้าที่วิทยากรประจำวิชา สิ่งหนึ่งที่ค้นพบคือวิทยากรบางคนมักใช้วิธี “จำมาบอก” เพื่อให้คนฟัง “จำได้” มากเท่ากับจำนวนเนื้อหาที่วิทยากรจำมา วิธีการส่วนใหญ่คือนำเสนอด้วยแผ่นใสประกอบคำบรรยายในสมัยก่อน ซึ่งปรับมาใช้การนำเสนอด้วย Powerpoint ในปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้ คนฟัง “จำได้แต่ไม่เข้าใจ” หลังจากเห็นคนอื่นทำมามาก จึงกลับมาพิจารณาว่า ทำอย่างไรให้คนฟัง “เข้าใจ” หรือเห็นภาพเดียวกับที่เราเห็นในเนื้อหาทั้งหมดที่บรรยาย จึงสรุปเป็นบทเรียนสำหรับการเป็นวิทยากร ดังนี้
ขุมความรู้
๑. วิทยากรต้องศึกษาเนื้อหาทุกประเด็นที่จะบรรยายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้จนเห็นเป็นภาพรวมของเนื้อหาได้อย่างชัดเจนหรือที่เรียกง่ายๆว่า ย่อยความรู้
๒. นำภาพรวมหรือการย่อยความรู้มาสร้างเป็นผังความรู้เพื่อการนำเสนอให้เข้าใจง่าย โดยหวังว่าเมื่อฟังจบแล้ว ผู้ฟังจะเห็นภาพเดียวกับเราหรือใกล้เคียงกับภาพของเรา คือการเข้าใจ หรือเข้าไปในใจ มิใช่การจำได้
๓. เตรียมความพร้อมก่อนบรรยาย โดยศึกษาหาข้อมูลให้ชัดเจนเกี่ยวกับการบรรยาย เช่นผู้เข้าฟังคือใคร อายุ เพศ ระดับการศึกษา สถานที่ โสตทัศนูปกรณ์ตลอดจนสื่ออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการอบรม ระยะเวลาและช่วงเวลาที่บรรยาย ใกล้เวลาเลิกในแต่ละวันหรือใกล้พักเที่ยง หรือเป็นวิชาสุดท้ายของการอบรมก่อนทำพิธีปิดการอบรม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่วิกฤติและต้องเตรียมให้พร้อมมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือต้องศึกษาภาพรวมของหลักสูตรว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร วิชาที่บรรยายเป็นภาพย่อยของภาพรวมหลักสูตรมีวัตถุประสงค์รายวิชาอย่างไร มีระยะเวลาให้บรรยายมากน้อยเพียงใด ต้องปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับเวลาและวัตถุประสงค์รายวิชา/หลักสูตร ไม่ควรอ้างว่าวิชานี้เนื้อหามาก ให้เวลาเท่านี้คงบรรยายได้ไม่หมด เพราะเมื่อรับหน้าที่วิทยากรแล้ว แสดงว่าเรายอมรับกติกาว่าต้องบรรยายให้บรรลุวัตถุประสงค์ภายในเวลาที่มี เตรียมวิธีการนำเสนอ วิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ เช่น แบ่งกลุ่ม เล่นเกม กรณีศึกษา บทบาทสมมุติ หรืออื่นๆ ตามความเหมาะสมของเนื้อหาและเวลา รวมทั้งการเตรียมตัวเรื่องบุคลิกภาพ การแต่งกายให้เหมาะสมกับสถานที่และกลุ่มผู้เข้าอบรม เป็นต้น
๔. ระหว่างการบรรยายให้นำเสนอตามลำดับขั้นตอนและเนื้อหาที่เตรียมมา มีการประเมินการตอบสนองของผู้ฟังเป็นระยะและปรับวิธีการโดยคงรักษาวัตถุประสงค์ไว้ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และประโยชน์ที่จะเกิดแก่ผู้ฟังมากที่สุด ไม่ใช่เตรียมมาอย่างไรต้องทำตามนั้นทั้งหมด ถึงแม้ว่าผู้ฟังเริ่มเบื่อหรือเริ่มลุกจากห้องบรรยายทั้ง ๆ ที่ยังไม่หมดเวลาก็ตาม นอกจากนี้ มีเทคนิคง่าย ๆ ที่ใช้ได้ผลคือ ก่อนการบรรยายหรือระหว่างพักรับประทานอาหารว่าง/อาหารกลางวัน วิทยากรควรพบปะพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับผู้เข้าอบรมและช่วยลดช่องว่างหรือการประหม่าของวิทยากรเองด้วย
๕. เมื่อเสร็จสิ้นการบรรยาย ควรเปิดโอกาสให้ซักถามหรือสะท้อนความคิดเห็นของผู้เข้าอบรม รวมทั้งเก็บข้อเสนอแนะจากแบบประเมินการอบรมมาปรับปรุงการทำหน้าที่วิทยากรครั้งต่อไป
แก่นความรู้
การทำหน้าที่วิทยากรต้องคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้.-
๑. ภาพรวมของหลักสูตร องค์ประกอบและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร
๒. ภาพย่อยวิชาที่บรรยายเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ของหลักสูตรและวัตถุประสงค์รายวิชา
๓. บริหารจัดการเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์รายวิชา/หลักสูตร กลุ่มผู้ฟัง สถานที่ ระยะเวลาและสถานการณ์เฉพาะหน้า
๔. มุ่งหวังให้ผู้ฟัง “เข้าใจ” เห็นภาพเดียวกับภาพของวิทยากร มากกว่าทำให้จำได้มากที่สุด
๕. ให้เทคนิควิธีการที่เหมาะสม ควรเน้นการเล่าเรื่องมากกว่าการสร้างบรรยากาศของการบรรยายให้ตั้งใจฟัง
ความรู้ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
๑. เทคนิคการเป็นวิทยากร/เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม
๒. เทคนิคการนำเสนอ
๓. การประเมินผลการอบรมและการทำหน้าที่วิทยากร
...............................................
เจ้าของความรู้ นายวุฒิสุธี วรเจริญนักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรี

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น